BMW M4 GTS ความแรงระดับสนามแข่งพร้อมขายในไทย ราคา 13.99 ล้านบาท

BMW M4 GTS ความแรงระดับสนามแข่งพร้อมขายในไทย ราคา 13.99 ล้านบาท

5

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เตรียมเผยโฉม BMW M4 GTS ที่สุดแห่งสมรรถนะ เทคโนโลยีจากสนามแข่ง ในงาน Motor Expo 2016 ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1-12 ธันวาคม 2559 นี้ ซึ่งถือเป็นไฮไลท์สำคัญ พร้อมเปิดจำหน่ายแบบจำกัดจำนวน ด้วยราคา 13,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
BMW M4 GTS นั้นนับเป็นรถยนต์รุ่นพิเศษที่ต่อยอดความเป็นที่สุดด้านสมรรถนะของ BMW M4 Coupe ไปอีกขั้น ด้วยเทคโนโลยีและรูปลักษณ์ภายนอกจากสนามแข่ง พร้อมสำหรับการขับขี่ไม่ว่าจะเป็นในสนามแข่งหรือบนท้องถนนทั่วไป ซึ่งผลิตขึ้นแบบจำกัดจำนวนเพียง 700 คันทั่วโลก เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีของรถยนต์สปอร์ตระดับตำนานอย่าง BMW M3 ที่ได้เริ่มผลิตเป็นครั้งแรกในปี 1986 และ BMW M4 GTS จะเป็นรถยนต์ BMW ที่เร็วและแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตอนนี้

แม้ในส่วนของขุมพลังนั้น BMW M4 GTS จะยังใช้เครื่องยนต์แถวเรียง 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบ แบบเดียวกับ BMW M3 และ M4 แต่มีการเพิ่มนวัตกรรมใหม่อย่างเทคโนโลยีระบบหัวฉีดน้ำ (water injection technology) ด้วยการฉีดน้ำเข้าไปในท่อร่วมไอดีเพื่อลดความร้อนของอากาศก่อนเข้าไปยังห้องเผาไหม้เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของอากาศ ส่งผลให้มีอัตราเร่งดีขึ้นและยังช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองของเครื่องยนต์ด้วย โดยเทคโนโลยีระบบหัวฉีดน้ำเปิดตัวออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกหลังจากที่ช่วยขับเคลื่อนให้รถแข่ง BMW M4 DTM  สามารถคว้าแชมป์การแข่งขันทัวริ่งคาร์รายการ DTM (Deutsche Tourenwagen Masters) ประจำปี 2014 และ 2016 ไปครองได้สำเร็จ
ทคโนโลยีหัวฉีดน้ำนี้จึงทำให้เครื่องยนต์ของ BMW M4 GTS มีพละกำลังสูงสุดถึง 500 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 305 กม./ชม. ในขณะที่อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงยังอยู่ในระดับเดียวกับ BMW M4 Coupe รุ่นมาตรฐาน ส่งกำลังผ่านเกียร์คลัทช์คู่ M DCT (M Double Clutch Transmission) 7 สปีด พร้อมกับระบบกันสะเทือนแบบ 3-Way M coilover ที่สามารถปรับคอยล์สปริงได้ 3 ระดับตามรสนิยมของผู้ขับขี่สำหรับแต่ละสนามที่แตกต่างกัน รวมไปถึงเบรก M Carbon Ceramic น้ำหนักเบา ที่รองรับการเบรกอย่างหนักหน่วงแบบในสนามแข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิควางแผนลงทุน LTF แบบมือโปร

เทคนิควางแผนลงทุน LTF แบบมือโปร

4
ลดทุนในกองทุนรวม LTF ให้เต็มสิทธิ เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทน และเป็นตัวช่วยในการประหยัดภาษี  เมื่อใกล้สิ้นปีเข้ามาเมื่อไร หลายคนคงกำลังมองหาการลงทุนที่ช่วยประหยัดภาษี ซึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็คือการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) แต่ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนนั้น ควรศึกษาข้อมูลและเงื่อนไขให้ดีก่อน เนื่องจากกองทุน LTF ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง เพราะมีนโยบายการลงทุนในหุ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม อีกทั้งการลงทุนใน LTF ต้องใช้เงินเย็น เพราะจะต้องถือหน่วยลงทุนอย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน เมื่อทราบเงื่อนไขเบื้องต้นแล้ว K-Expert ก็มีคำแนะนำในการวางแผนลงทุน LTF แบบมือโปร มาฝากดังนี้

นอกจากนี้ กองทุน LTF ยังมีทั้งแบบที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล และแบบที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล ซึ่งการเลือกรับผลตอบแทนที่ต่างกันก็ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันเช่นกัน เช่น หากเลือกกองทุน LTF แบบจ่ายเงินปันผล กองทุนจะจ่ายเงินปันผลเมื่อมีกำไร ผู้ลงทุนก็จะมีกระแสเงินสดรับเข้ามาในระหว่างลงทุน แต่ถ้าเลือกกองทุนที่ไม่จ่ายเงินปันผล ก็จะได้รับผลตอบแทนเฉพาะเมื่อขายคืนหน่วยลงทุน ซึ่งจะมากหรือน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับภาวะตลาดหุ้นในขณะนั้น

อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่เลือกกองทุน LTF ที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลจะต้องเสียภาษีเมื่อได้รับเงินปันผลด้วย ดังนั้น แนะนำว่า ผู้ที่เสียภาษีในอัตราที่สูงกว่า 10% ควรเลือกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เพื่อจะได้ไม่ต้องนำเงินปันผลไปรวมกับรายได้ที่จะนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีนั่นเอง

ก่อนจะถึงวันที่เป็นหนี้ หยุดคิด 5 เรื่องนี้สักนิดก่อนดีไหม

ก่อนจะถึงวันที่เป็นหนี้ หยุดคิด 5 เรื่องนี้สักนิดก่อนดีไหม

3
ชีวิตที่เป็นหนี้ไม่ได้สุขสบายทั้งกายและใจ ดังนั้นใครที่กำลังคิดอยากจะมีหนี้ หรือสร้างหนี้ใหม่ อยากให้แวะมาอ่านแนวคิดทางการเงินเหล่านี้สักนิดการเป็นหนี้หากจะเปรียบเทียบก็อาจบอกได้ว่า คนในอยากออก (มาก) คนนอกก็อยากเข้า เพราะการตกอยู่สภาพเป็นหนี้ไม่ว่าจะในหรือนอกระบบ แม้ช่วงที่ได้เงินมาจะสบาย แต่ช่วงที่ต้องจ่ายหนี้ก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งหากใครกำลังคิดอยากจะสร้างหนี้อยู่ ลองสำรวจสถานะความพร้อมในการเป็นหนี้แล้วคิดให้ดี ๆ ว่าหนี้ที่เรากำลังจะมีเป็นสิ่งที่สมควรมีแล้วหรือยัง อย่างที่คุณ nuohpuja สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม  ได้ฝากข้อคิดและคำถามก่อนคิดจะเป็นหนี้มาให้เราได้ลองถามตัวเองดู ก่อนจะถึงวันนั้นของชีวิต(วันที่เป็นหนี้)…หยุดคิดเรื่องนี้สักนิดก่อนดีไหม โดยคุณ nuohpuja  สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

5. ก่อนเป็นหนี้ คุณเตรียมเงินเพื่อเป้าหมายทางการเงินของคุณไว้แล้วหรือยัง เช่น เงินเกษียณของตัวคุณเอง เงินสำหรับดาว์นบ้าน เงินทุนการศึกษาของลูกคุณ ถ้ายังไม่มีเราแนะนำว่าคุณควรเตรียมเงินเหล่านี้ไว้ก่อนที่จะเริ่มเป็นหนี้
จริง ๆ แล้วคำถามทั้งหมดข้างต้นเป็นเพียงแค่คำถามเพื่อทดสอบว่า เรามีสถานะที่พร้อมจะเป็นหนี้ได้ดีเพียงใด อาจมีเหตุปัจจัยที่หลากหลายมากกว่านี้ ถ้าคำตอบทั้งหมดที่คุณตอบด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างไม่มีปัญหา หรือแม้ว่าเมื่อคุณตอบคำถามเหล่านี้แล้ว พบว่ายังเกิดปัญหามากมายจากการเริ่มต้นเป็นหนี้ของคุณ ทั้งหมดนี้ก็แล้วแต่ดุลพินิจของคุณเท่านั้น ตัวเราเองมิได้มีส่วนได้ส่วนเสียใดเลย คุณต้องยอมรับผลของเหตุที่คุณได้ทำไว้ด้วยตัวคุณเอง

คนอยู่ร่วมกันในสังคมที่หลากหลาย มาจากร้อยพ่อพันแม่ ต่างคนต่างความคิด ไม่มีใครสามารถบงการความคิดของใครได้ แต่เจตนาที่ผมเขียนไว้ เผื่อใครสักคนบังเอิญเปิดเข้ามาอ่านและกำลังคิดจะเริ่มเป็นหนี้ก็อาจได้หลักคิดที่นำไปใช้แล้วไม่ทำให้ครอบครัวมีปัญหา แม้เพียงแค่ 1 คนที่เข้ามาอ่าน จากจำนวนคนเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่น หรือเป็นแสน เราก็ถือว่าแนวคิดนี้ก็ประสบความสำเร็จแล้วครับ

วิธีรีไซเคิลขวดพลาสติก เป็นของใช้เจ๋ง ๆ ในบ้าน

วิธีรีไซเคิลขวดพลาสติก เป็นของใช้เจ๋ง ๆ ในบ้าน

2
วิธีรีไซเคิลขวดพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำอัดลมหรือขวดน้ำเปล่า หากไม่ใช้แล้วอย่าเพิ่งทิ้ง เพราะเปลี่ยนเป็นของใช้ในบ้านได้ด้วยวิธีที่ง่ายจนคาดไม่ถึงขวดพลาสติกเป็นอีกหนึ่งวัสดุที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเป็นขวดใหม่หรือการใช้ประโยชน์โดยตรง เนื่องจากมีความเหนียว ยืดหยุ่น และแข็งแรง ตัวอย่างเช่น การนำขวดพลาสติกมาดัดแปลงเป็นของใช้ต่าง ๆ ดังเช่นที่กระปุกดอทคอมได้รวบรวมมาให้ดูในวันนี้ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้นไปชมพร้อม ๆ กันเลยค่ะ
1. ที่ใส่ชิปกันน้ำ
ใช้ขวดพลาสติก 2 ขวด ปิดฝาขวดพลาสติก จากนั้นตัดปากขวดพลาสติกทั้งสองขวด ขัดปากขวดด้วยกระดาษทรายให้เรียบ แล้วติดกาวด้านที่เป็นคอขวดประกบกันให้แน่น รอจนกาวแห้ง เวลาใช้ให้เปิดฝาขวดด้านใดด้านหนึ่ง ใส่ชิปลงไปแล้วหมุนฝาปิดให้แน่น
2. ที่แยกไข่แดง
ตอกไข่ใส่ภาชนะ ล้างขวดพลาสติกให้สะอาด บีบขวดค้างไว้เพื่อไล่อากาศในขวดออกมา จากนั้นนำปากขวดจ่อที่ไข่แดง ปล่อยมือที่บีบขวดออก อากาศภายในจะดูดไข่แดงเข้าไปในขวด แล้วบีบขวดอีกครั้งเพื่อดันไข่แดงใส่ภาชนะอีกใบ
3. ที่เปิดฝาขวด
ใช้ส่วนที่เป็นพลาสติกรอบปากขวดด้านล่างสุดงัดกับฝาขวด จับขวดพลาสติกและใช้นิ้วโป้งดันฝาขวดที่จะเปิดให้แน่น จากนั้นออกแรงงัดขวดพลาสติกกับฝาขวดที่จะเปิดจนกระทั่งฝาขวดเปิดออก
4. ที่คั้นน้ำส้ม
ใช้ขวดขนาด 0.5 ลิตร และ 1.5 ลิตร อย่างละใบ วางขวดทั้ง 2 ใบเรียงกัน ให้ปากขวดด้านบนของขวดใบเล็กอยู่ระดับเดียวกันกับปากขวดด้านล่างของขวดใบใหญ่ อีกด้านให้วัดจากก้นขวดใบเล็กขึ้นมา 3.5 เซนติเมตร แล้วใช้ปากกาขีดเส้นไว้ที่ขวดใบใหญ่และใช้คัตเตอร์ตัดออก คว่ำปากขวดของขวดใบใหญ่ลงในก้นขวดที่ตัดออก คว่ำขวดใบเล็กซ้อนอีกทีตามลำดับ ลวดเส้นใหญ่เผาไฟตรงปลายจากนั้นแทงให้ทะลุด้านบนทั้งขวดใบเล็กและใบใหญ่ เจาะให้ได้ 4 รู จากนั้นนำไม้เสียบลูกชิ้น แทงตามรูที่เจาะไว้ให้ทะลุ
5. เชิงเทียน
ตัดไหล่ขวดน้ำอัดลมขนาดเล็ก 2 ใบ หมุนฝาปิดให้แน่นทั้งสองใบ จากนั้นทากาวแล้วประกบฝาขวดทั้ง 2 เข้าด้วยกัน รอให้กาวแห้ง ตอนใช้ให้ตั้งเทียนในฝาของขวดพลาสติกด้านใดด้านหนึ่ง
6. หัวบีบซอส
นำฝาขวดพลาสติกไปอังไฟ อังเฉพาะตรงกลางของฝาให้อ่อนตัว จากนั้นนำไม้เสียบลูกชิ้นแทงกลางฝาให้นูนขึ้นมาประมาณ 1 เซนติเมตร หมุนฝาปิดขวดให้แน่น จากนั้นใช้กรรไกรตัดส่วนที่นูนขึ้นมาออกเล็กน้อย แล้วค่อยนำฝาดังกลาวไปใช้แทนฝาปิดขวดซอสทั่วไป
7. ที่เป่าลูกโป่ง
ใช้ขวดพลาสติกขนาด 1.5 ลิตร เจาะรูฝาขวดพลาสติกตรงกลาง ใช้กระดาษทรายขัดให้เรียบ ตัดลูกโป่งเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก วางทับปิดรูแล้วติดเทปใสเว้นตรงกลางที่เป็นรูไว้ เจาะรูตรงกลางขวดพลาสติกแล้วปิดฝาให้แน่น ตอนใช้ให้ครอบปากลูกโป่งกับฝาขวด กดรูกลางขวดแล้วบีบ
8. หัวกรองดูดฝุ่น
ใช้ขวดขนาดใหญ่ ตัดบริเวณไหล่ขวดออกแล้วใช้ถุงน่องคลุม ใช้เทปพันถุงน่องส่วนที่เหลือกับคอขวดให้แน่น จากนั้นนำไปใส่ในท่อดูดฝุ่น ถ้าคอขวดหลวมเกินไปให้ใช้เทปพันจนกระทั่งคอขวดพอดีกับท่อ
9. ที่ปิดปากถุง
วัดจากคอขวดลงมาประมาณ 2 นิ้ว วาดรอยรอบขวดแล้วตัด หมุนฝาออกจากขวด จากนั้นนำปากถุงสอดเข้าไปในขวดที่ตัดไว้ คลี่ปากถุงคลุมปากขวดไว้แล้วหมุนฝาปิดให้แน่น คราวนี้ก็ไม่ต้องกลัวแมลงสาบหรือมดแอบมากินอาหารของคุณแล้ว
การนำขวดพลาสติกมารีไซเคิลเป็นของใช้นั้นเป็นการใช้ประโยชน์จากความเหนียวและรูปร่างของขวด อีกทั้งยังช่วยลดขยะอีกด้วย ดังนั้นอย่าปล่อยให้ขยะพลาสติกล้นเมือง นำมารีไซเคิลให้เป็นประโยชน์ดีกว่านะคะ

ไขมันพอกตับ ต้องลดไขมันหรือคาร์โบไฮเดรต?

ไขมันพอกตับ ต้องลดไขมันหรือคาร์โบไฮเดรต?

Fat on stomach
โรคที่มาพร้อมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน ก็คงหนีไม่พ้นโรคอ้วน ไขมันอุดตันเส้นเลือด และไขมันพอกตับ ที่หลายคนกำลังต่อสู้กับโรคร้ายนี้อยู่ หากฟังจากชื่อโรค ก็คงเข้าใจว่าเป็นเพราะเจ้า “ไขมัน” ที่มากเกินไป ก็เลยพยายามลดอาหารมันๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย จริงๆ แล้วเป็นวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ มาดูคำตอบกันค่ะ

ไขมันพอกตับ คืออะไร?
ไขมันพอกตับ เป็นภาวะที่ตับมีไขมันมาเกาะมากกว่าปกติ ซึ่งทำให้เกิดอาการตับอักเสบเรื้อรัง และอาจนำไปสู่โรคตับแข็ง และมะเร็งตับในระยะยาวได้
ไขมันพอกตับ มีสาเหตุมาจากอะไร?
ดื่มแอลกอฮอล์

น้ำหนักเกินมาตรฐาน เป็นโรคอ้วน โรคเมตาบอลิก เช่น เบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือด ผู้ป่วยมักรูปร่างลักษณะแบบอ้วนลงพุง ไขมันพอกตับ รักษาได้อย่างไร เห็นชื่อโรคว่าเป็นไขมันพอกตับ หลายคนเลยตั้งหน้าตั้งตาลดไขมัน แล้วหันไปทานผักผลไม้มากๆ แทน ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ผิด แต่ก็ไม่ได้ถูกต้องครบถ้วน 100% ยิ่งใครที่ลดไขมัน แล้วหันไปทานข้าวเยอะๆ แทน ยิ่งผิดเข้าไปกันใหญ่

เพราะจริงๆ แล้ว อาหารที่ควรลด คืออาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และอาหารรสหวานจัด เช่น ข้าวขาว เงาะ ทุเรียน ลำไย น้ำอัดลม น้ำหวาน กาแฟหวานๆ ควรหันมาทานข้าวกล้อง ผักผลไม้ที่มีรสจืด ใยอาหารเยอะๆ กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล หรือน้ำตาลน้อยมากส่วนไขมัน ก็ยังควรลดอยู่ แต่ไม่ได้สำคัญเท่ากับการลดคาร์โบไฮเดรต อาหารประภททอด หรือมีไขมันจากสัตว์สูง เช่น ขาหมู ไก่ทอด หมูทอด ก็ยังควรลดอยู่เหมือนเดิมตามที่เข้าใจแต่อย่างไรก็ตาม แทนที่จะพุ่งเป้าไปที่การลดทานไขมัน ควรลดคาร์โปบไฮเดรตประเภทแป้ง น้ำตาล เนย มากกว่า เพื่อที่จะได้ไม่อ้วน และไม่เพิ่มไขมันที่พอกอยู่ที่ตับ หากอยู่ในระยะแรกๆ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารจะได้ผลชัดมากกว่าการทานยาเสียอีก ว่าแล้วเย็นนี้จัดอาหารใหม่เลยนะคะ

รู้จักสีทาบ้านแต่ละชนิด ชนิดไหนตอบโจทย์คุณได้ดีที่สุด

รู้จักสีทาบ้านแต่ละชนิด ชนิดไหนตอบโจทย์คุณได้ดีที่สุด

1
“สีทาบ้าน” ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่เข้ามาเติมสีสันและเสริมบรรยากาศให้บ้านของเราดูสวยงามน่าอยู่ยิ่งขึ้น ซึ่งสีแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติและมีการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป เราจึงควรเลือกโดยพิจารณาลักษณะการใช้งานเป็นหลัก
การเลือกชนิดของสีให้เหมาะกับการใช้งาน มีข้อควรพิจารณาอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่
1. พื้นผิวที่ต้องการทา : ต้องรู้ก่อนว่าพื้นผิวที่ต้องการทาเป็นวัสดุชนิดใด เพราะสีแต่ละชนิดจะสามารถยึดเกาะได้ดีบนวัสดุที่แตกต่างกัน เมื่อเลือกชนิดของสีได้ตรงกับชนิดของพื้นผิว สีก็จะยึดเกาะได้ทนทานยิ่งขึ้น
2. พื้นที่ที่ต้องการทา : ดูว่าจะใช้ทาภายนอกหรือภายในอาคาร ซึ่งโดยทั่วไปพื้นที่ภายนอกต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่รุนแรงกว่าภายใน หากเราจะทาสีภายนอกอาคารก็ควรเลือกชนิดที่มีความทนทานเป็นพิเศษ หรือหากจะใช้ทาภายในก็ควรเลือกสีที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของคนในบ้าน
3. รูปลักษณ์ที่ชื่นชอบ : สีแต่ละชนิด เมื่อทาออกมาแล้วจะให้รูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องความทึบของสี ความสดของสี และความเงางาม นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีนวัตกรรมสีชนิดใหม่ที่สามารถสร้างผิวสัมผัสให้เป็นลวดลายต่าง ๆ ได้อย่างอิสระตามใจเจ้าของบ้าน
เมื่อเข้าใจลักษณะการใช้งานที่ต้องการแล้ว เราก็มาทำความรู้จักกับคุณสมบัติของสีชนิดต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ
สีอะคริลิกหรือสีพลาสติก : เป็นชนิดที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุด ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย เหมาะสำหรับใช้ทาบนพื้นผิวที่เป็นซีเมนต์ คอนกรีต รวมถึงกระเบื้อง เพื่อให้ได้สีสันที่สวยงาม โดยสีอะคริลิกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ สีทาภายนอกและสีทาภายใน
– สีทาภายนอก ถูกออกแบบมาให้พร้อมเผชิญกับสภาวะแดดและฝนโดยตรง จึงต้องเพิ่มสารพิเศษต่าง ๆ (Additive) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้ใช้งานได้ดีและยาวนาน จึงมีความทนทานกว่าและมีราคาที่สูงกว่าสีทาภายใน โดยสีทาภายนอกสามารถใช้ทาได้ทั้งภายนอกและภายในบ้าน คัลเลอร์ซีเมนต์ : เป็นนวัตกรรมการผสมสีลงในเนื้อซีเมนต์ มีจุดเด่นที่ความคงทน เพราะคัลเลอร์ซีเมนต์มีคุณสมบัติที่สามารถยึดเกาะบนพื้นผิวซีเมนต์ได้ดีเยี่ยมเสมือนเป็นเนื้อเดียวกัน จึงมีความทนทานมากเป็นพิเศษ ช่วยให้สีติดทนคู่ผนังบ้านได้ยาวนาน และเพราะเป็นสีที่ให้อารมณ์ประหนึ่งเป็นธรรมชาติ ไม่ทิ้งปัญหาผนังหลุดล่อนลอกพองเหมือนสีชนิดอื่น ๆ เมื่อถูกฝนหรือความชื้น อีกทั้งยังช่วยปิดรอยแตกลายงาขนาดเล็กได้ทันที ใช้ได้ทั้งงานภายในและภายนอก ไม่มีกลิ่น ปลอดภัยต่อสุขภาพ และที่สำคัญยังสามารถใช้ได้หลากหลายวิธี ทั้งการทา ฉาบ พ่น และสร้างลวดลายต่าง ๆ  จึงสร้างสรรค์ความงามได้หลากหลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องทาสีรองพื้นก่อน เรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติของสีระดับ premium หลายรุ่นมารวมกันในกระป๋องเดียว ลงทุนครั้งเดียว สวยคุ้มยาวนาน

อะฟลาทอกซิน สาเหตุมะเร็งตับ ไม่ได้มีแค่ในถั่ว

อะฟลาทอกซิน สาเหตุมะเร็งตับ ไม่ได้มีแค่ในถั่ว

Peanuts
หลายคนน่าจะทราบกันว่า เชื้อราที่มีชื่อว่า “อะฟลาทอกซิน” พบมากในถั่วลิสง เมื่อมีการเก็บถั่วลิสงเอาไว้ในภาชนะ หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก็จะเป็นเหตุให้ถั่วขึ้นรา โดยที่เราอาจมองไม่เห็น แต่เมื่อเราทำมาปรุงอาหารโดยทีผ่านความร้อนไม่เพียงพอ ก็อาจเป็นสาเหตุของโรคตับ และมะเร็งตับในเวลาต่อมาได้ แต่ใช่ว่าอะฟลาทอกซินอันแสนอันตรายนี้จะอยู่ในถั่วอย่างเดียว ยังมีอาหารอีกหลายชนิดที่ต้องเก็บรักษาอย่างระมัดระวัง ก่อนนำมาปรุงอาหาร

อะฟลาทอกซิน พบได้ในอาหารชนิดใดบ้าง?
อะฟลาทอกซิน สามารถพบได้ในถั่วแห้ง ธัญพืช และเมล็ดพืชน้ำมันต่างๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง มะพร้าว สมุนไพร และเครื่องเทศต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ในภาชนะ หรือสภาพแวดล้อมที่ชื้น นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์จากการเกษรตร เช่น มันสำปะหลัง และพืชที่อยู่ในดิน รวมไปถึงพืชที่ถูกนำไปแปรรูปทุกชนิด อาจพบเชื้อราอะฟลาทอกซินปนเปื้อนอยู่ได้เช่นกัน เพราะเชื้อราชนิดนี้ทนต่อทุกกระบวนการในการผลิต เก็บเกี่ยว เก็บรักา ไปจนถึงการขนส่งได้

วิธีกำจัดอะฟลาทอกซินในอาหาร
ไม่ว่าเราจะนำไปผ่านความร้อนด้วยตัวเองอย่าง ต้ม ผัด แกง ทอด ก็ไม่สามารถกำจัดอะฟลาทอกซินได้ เพราะอะฟลาทอกซินสามารถทนความร้อนได้มากถึง 260 องศาเซลเซียส อะฟลาทอกซินสลายตัวได้เมื่อผ่านความร้อนจากแสงอัลตร้าไวโอเล็ต หรือจะเป็นวิธีทางเคมีที่ใช้กรดแก่ หรือด่างแก่ แต่ก็ยังไม่มีวิธีไหนที่จะสามารถกำจัดอะฟลาทอกซิน ดังนั้นการเลือกทานอาหารที่มีความเสี่ยงในการพบอะฟลาทอกซินน้อยจะดีที่สุด
วิธีเก็บอาหาร ไม่ให้มีอะฟลาทอกซิน
อะฟลาทอกซินก็คือเชื้อรา ดังนั้นการเก็บอาหารแห้งให้อยู่ในสภาพเดิม ปิดภาชนะให้สนิท เก็บในที่ที่มีอากาศถ่ายเท นำมาตากแดดให้แห้งบ้างเป็นบางครั้ง ลดความชื้นจากภาชนะที่เก็บอาหารให้มากที่สุด และเลือกซื้ออาหารจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ อาจจะเป็นทางที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารปนเปื้อนอะฟลาทอกซินได้ดีที่สุด

อยู่เมืองร้อนก็หน้าโกลว์แบบสาวเมืองหนาวได้

อยู่เมืองร้อนก็หน้าโกลว์แบบสาวเมืองหนาวได้

1
สาวๆ คนไหนอยากหน้าโกลว์แบบลุคฉ่ำน้ำบ้าง?
Sanook! Women ได้ยินเสียงสาวๆ หลายๆ คนอยากที่จะมีลุคฉ่ำน้ำแน่นอน เพราะจะให้หน้าดูแมตต์ในตอนนี้มันดูจะเอ้าท์ไปแล้ว วันนี้เราเลยจับเอาเพื่อนมาแต่งสาวมาเปลี่ยนลุคให้ผิวหน้าดูโกลว์เปล่งประกายก่อนที่จะส่งออกไปเฉิดฉายในวันหยุดของเธอ โดยมีเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ผิวหน้าเนียนเรียบและส่องประกายอย่าง Evory Snow Whitening&Oil Control Foundation Powder SPF 30 PA++ จาก CutePress เป็นตัวช่วยสำคัญ

ที่เราเลือก Evory Snow เป็นตัวช่วยมือหนึ่งเพราะว่าเนื้อแป้งผสมรองพื้นปกปิดแต่บางเบา และมีอณูแป้งพิเศษ ที่ให้ความเรียบเนียนกระจ่างใส และแน่นอนว่าเมืองร้อนอย่างเราจะต้องปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ด้วย SPF 30 PA++ เพื่อป้องกันการเกิดความหมองคล้ำ และจุดด่างดำจากแสงแดดด้วย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความกระจ่างใสให้กับใบหน้าด้วยอนุพันธ์วิตามินซีบริสุทธิ์ และ ควบคุมความมันได้ยาวนานถึง 8 ชั่วโมง ให้ผิวคุณเนียนสวยกระจ่างใสได้ตลอดวัน
เพียงแค่ได้แป้งที่เป็นตัวฐานสำคัญของใบหน้าโกลว์แบบนี้ ขั้นตอนอื่นๆ ก็สบายๆ เลย หลังจากบำรุงผิวและเตรียมผิวเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มลงแป้งได้เลย เพราะว่าแป้ง Evory Snow นั้นผสมรองพื้นอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาลงรองพื้นเหมาะกับสาวยุคเร่งรีบอย่างเราสุดๆ

เห็นได้เลยว่าหลังจากที่ลงแป้งแล้ว หน้าก็กระจ่างใสขึ้นมาเลย เปล่งประกายความโกลว์แล้ว
เพราะลุคนี้เราอยากให้ดูสดใส สบายๆ มีความเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นลงบลัชออนโทนสีชมพูอ่อนที่แก้มพร้อมเติมริมฝีปากด้วยกลอสให้ดูมีความชุ่มชื้น เพียงเท่านี้ก็ออกจากบ้านได้แบบมั่นใจตลอดวันโดยที่ไม่ต้องเติมแป้งบ่อยๆ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วสามารถควบคุมความมันได้ถึง 8 ชั่วโมง หน้าฉ่ำแต่ไม่มันเยิ้ม
คราวนี้วันหยุดของเพื่อนสาวก็เปล่งประกายได้มากกว่าเดิมแล้ว ขอบคุณ Evory Snow จาก CutePress ส่วนใครที่อยากเปล่งประกายเหมือนอย่างเพื่อนของเราก็สามารถหาซื้อกันได้ ตอนนี้เขาออกมาถึง 3 เฉดสีให้ได้เลือกให้เหมาะกับทุกสีผิวเลย!

อาการ “บวม” บอกโรค บวมตรงไหน เป็นโรคอะไร?

อาการ “บวม” บอกโรค บวมตรงไหน เป็นโรคอะไร?

elbow bones injury
ากมีอาการปวดบวมที่บริเวณอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง มักเป็นอาการเด่นของการอักเสบ ฟกช้ำ หรืออาจจะกระดูกภายในหัก แต่หากคุณแน่ใจว่าอวัยวะส่วนนั้นไม่ได้รับการกระทบกระเทือนอะไร ไม่ได้บวมจากการอักเสบ ขอให้ลองสันนิษฐานเพิ่มอีกนิดว่า อาจเป็นสัญญาณบอกโรคร้ายอะไรบางอย่าง
ท้องบวม
ตำแหน่งของท้องค่อนข้างกว้าง แต่ถ้าท้องบวมอย่างเห็นได้ชัด อาจเป็นอาการท้องมาน ที่เป็นอาการข้างเคียงของโรคตับแข็ง นอกจากนี้หากส่วนใดส่วนหนึ่งของท้องบวมแล้วคลำเจอเป็นก้อน อาจเป็นเนื้องอก ซีสต์ หรือก้อนมะเร็ง (ในกรณีที่มีอาการอื่นๆ เช่น น้ำหนักลดลง ร่างกายทรุดโทรม หรือปวดบริเวณดังกล่าวด้วย)
ขาบวม
หากเป็นอาการขาบวมข้างเดียว อาจสันนิษฐานได้ว่ามีอาการหลอดเลือดดำที่ขาอุดตัน อันตรายต้องพบแพทย์
เท้าบวม
นอกจากน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน หรือหญิงตั้งครรภ์ ที่ทำให้เท้าใช้งานหนักจนเท้าบวมแล้ว ยังอาจเป็นผลข้างเคยของโรคไต โรคตับ โรคหัวใจรูมาติค หรือโรคขาดอาหารได้
คอบวม
คอบวมเป็นอาการของหลายโรค ทั้งโรคที่เกี่ยวกับไทรอยด์ คางทูม ต่อมน้ำเหลืองโต มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรืออาจมีก้อนเนื้อ หรือซีสต์ในลำคอได้ หากมีอาการบวมมากจนเริ่มกลืนอาหารลำบาก ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน
หน้าบวม
นอกจากคางทุมที่อาจทำให้ดูหน้าบวมขึ้นแล้ว อาจเป็นอาการของการแพ้ยาอย่างรุนแรง หรือแพ้อาหารบางชนิด แต่หากหน้าบวมขึ้นเพียงเล็กน้อย อาจเพราะทานโซเดียม (เกลือ) มากเกินไป หรืออ้วนขึ้นก็ได้
นอกจากนี้ หากมีอาการบวมตามบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย อาจเป็นผลข้างเคียงมาจากการใช้ยาบางชนิด บวมจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยอาจไม่รู้ตัว บวมจากการติดเชื้อ บวมจากน้ำในร่างกายเกิน โดยส่วนใหญ่แล้วบริเวณที่บวม เมื่อกดจะบุ๋มลง หากไม่บุ๋มเลยอาจเป็นอาการอุดตันของทางเดินน้ำเหลือง แม้จะพบได้น้อยแต่หากไมแน่ใจ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดค่ะ

5 เรื่องที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ไวรัสตับบี”

5 เรื่องที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ไวรัสตับบี”

Pain in the right side of the man
แม้ว่าจะมีวัคซีนป้องกันโรคนี้ออกมานานแล้ว แต่ยังพบผู้ป่วยเป็นโรคนี้อยู่มากมาย สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยไม่เข้ามารับวัคซีน นอกจากทุนทรัพย์ไม่เพียงพอแล้ว ยังเป็นเรื่องของการไม่เห็นความสำคัญของวัคซีน ไม่ทราบถึงอันตรายของโรคนี้ จึงทำให้เราอาจเพิกเฉยกับโรคนี้โดยไม่รู้ตัวแม้จะเป็นโรคที่คุ้นเคยกันดีในหมู่คนไทย แต่น่าแปลกใจว่ายังมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคนี้อยู่มาก ซึ่งทำให้หลายคนขาดโอกาสรับการรักษาจนหายขาด หรืออาจเป็นหนักจนไม่สามารถรักษาได้ ทั้งที่จริงแล้วโรคนี้ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น

1. ไวรัสตับอักเสบบี ไม่มียารักษา?
ไวรัสตับบีในปัจจุบันมียาหลายชนิดทั้งยากิน ยาฉีด แพทย์จะเลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละราย แม้อาจจะต้องทานยาติดต่อกันเป็นเวลานาน หรืออาจจะทานยาไปตลอดชีวิต แต่จะสามารถควบคุมเชื้อไวรัสไม่ให้เพิ่มมากขึ้นได้ ทำให้อาการสงบ และไม่ลุกลามได้ ในอนาคตมียาที่กำลังวิจัยอยู่ สามารถฆ่าไวรัสที่ซ่อนในตับได้ ซึ่งทำให้มีโอกาสหายขาดได้
2. เป็นแค่พาหะไวรัสตับอักเสบบี ไม่ต้องรับการตรวจ หรือรักษาก็ได้?
ผู้ป่วยไวรสตับบีทุกคนไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน เช่น ตับอักเสบเรื้อรัง หรือพาหะ ทุกคนต้องได้รับการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ และ อาจต้องได้รับยาในบางคน โดยต้องกินยาสม่ำเสมอเช่นกัน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์
3. ยาควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ทานบ้าง หยุดบ้างก็ได้ ไม่เป็นไร?
เนื่องจากยาในปัจจุบันเป็นยาที่ทำให้ไวรัสไม่แบ่งตัว ทำให้ไวรัสสงบ แต่เมื่อหยุดยา ไวรัสอาจแบ่งตัวใหม่ และทำให้โรคกำเริบในที่สุด อาจยังมีความเสี่ยงในการเป็นตับแข็ง และมะเร็งตับได้ในอนาคต

4. เป็นไวรัสตับอักเสบบี ต้องทานยาอย่างเดียว?
อย่างที่บอกว่า ยาสำหรับควบคุมเชื้อไวรัส มีทั้งยากิน และยาฉีด แต่ก็ไม่ได้ความว่าจะต้องได้รับยาทุกคน เพราะไวรัสตับอักเสบมีทั้งที่เป็นแบบเรื้อรัง (ที่ต้องทานยาตลอด) และแบบเฉียบพลัน ซึ่งสามารถหายได้เองโดยไม่ร้องรับการรักษา 80-90%
5. วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ราคาแพง ต้องฉีดใหม่เรื่อยๆ?
โดยทั่วไปแล้ว ราคาของวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี จะอยู่ที่เข็มละ 200-300 บาท ต้องฉีดจำนวน 3 เข็ม เมื่อฉีดครบทั้ง 2 เข็ม จากนั้นเว้นระยะสักพัก หากตรวจเลือดพบว่ามีภูมิคุ้มกันแล้ว ก็จะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต แต่จะมีส่วนน้อยที่ตรวจหาภูมิคุ้มกันไม่เจอ อาจจะต้องฉีดใหม่
ปัจจุบันไวรัสตับอักเสบบีไม่ใช่โรคที่น่ากลัว เรามียาที่ช่วยควบคุมอาการไปได้ตลอดอยู่แล้ว และหากตรวจร่างกายไปเรื่อยๆ อาจพบค่าตับที่ปกติได้ อย่างไรก็ตามการเพิกเฉยต่อโรคนี้ ไม่เข้ารับการักษาอย่างจริงจัง เป็นเหตุให้พบผู้ป่วยเป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งตับจากเชื้อที่ลุกลามของไวรัสตับอักเสบบีเป็นจำนวนมาก
ดังนั้นอยากให้รักร่างกายของตัวเองให้มากขึ้นอีกนิด เพราะการมาหาหมอในระยะสุดท้าย มันจะเป็นเรื่องน่าเศร้าที่หมอจะไม่สามารถช่วยอะไรได้แล้ว แม้ว่าจะมีวิธีรักษาง่ายๆ แค่ทานยาก็ตาม
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเพจ ตับลำไส้ ใกล้หมอ ค่ะ